ฮ่องกง - มาเก๊า 4 วัน 3 คืน
ปาย - เชียงใหม่ 4 วัน 3 คืน
ภูเรือ - เชียงคาน 4 วัน 3 คืน
เชียงราย 4 วัน 3 คืน
ฮานอย-ฮาลอง-นิงห์บิงห์ 4 วัน 3 คืน
SKI AND SNOW IN..KOREA
โครเอเชีย วินเทอร์ 8 วัน
อิตาลี-สวิส-ฝรั่งเศส 9 วัน
ซิดนีย์–แคนเบอร์ร่า–บลูเม้าเท่นส์ 5 วัน
Tokyo - Kyoto - Osaka
มาเลเซีย - สิงคโปร์ 4 วัน
SWEET DREAM IN..KOREA
แม่ฮ่องสอน - MAE HONG SON
น่าน - NAN
แพร่ - PRAE
เลย - LOEI
เชียงราย - CHAING RAI



เชียงราย เป็นจังหวัดที่อยู่เหนือสุดของประเทศไทย ห่างจากกรุงเทพฯ 829 กิโลเมตร
มีพื้นที่ประมาณ 11,678 ตารางกิโลเมตร ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขา มีที่ราบอันอุดมสมบูรณ์
ริมฝั่งแม่น้ำหลายสาย แบ่งการปกครองออกเป็น 16 อำเภอ และ 2 กิ่งอำเภอ คือ อำเภอเมือง
อำเภอเชียงของ อำเภอพาน อำเภอแม่จัน อำเภอเชียงแสน อำเภอแม่สาย อำเภอแม่สรวย
อำเภอเวียงป่าเป้า อำเภอป่าแดด อำเภอเวียงชัย อำเภอพญาเม็งราย อำเภอเทิง อำเภอเวียงแก่น
อำเภอแม่ฟ้าหลวง อำเภอขุนตาล อำเภอแม่ลาว กิ่งอำเภอเวียงเชียงรุ้ง และกิ่งอำเภอดอยหลวง

ุ วัดร่องขุ่น ดอยตุง ดอยแม่สลอง
สามเหลี่ยมทองคำ ภูชี้ฟ้า ตลาดชายแดนแม่สาย
เมืองโบราณเชียงแสน หมู่บ้านกะเหรี่ยงรวมมิตร

วัดร่องขุ่น

อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ จิตรกรชั้นแนวหน้าของประเทศไทย เป็นผู้ออกแบบทั้งหมดโดยได้ใช้
ทรัพย์สินส่วนตัว ของตัวอาจารย์เฉลิมชัยเอง บวกกับพื้นที่บริจาคประมาณ 7 ไร่เศษ
ของคุณวันชัย วิชญชาคร และเงินบริจาค ของผู้ที่มีจิตศรัทธา วัดร่องขุ่น เป็นวัดที่มีความสวยงาม
โดดเด่นต่างจากวัดอื่นๆ ด้วยฝีมือการออกแบบ และก่อสร้างของ อ. เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์
ศิลปินชื่อดัง เพื่อเป็นวัดประจำบ้านเกิด สร้างโดยจินตนาการของอาจารย์ จัดเป็นงานพุทธศิลป์ที่ยิ่งใหญ่
และงดงามน่าแวะชมมากแห่งหนึ่ง

อ. เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ มีแรงบันดาลใจในการสร้างวัดแห่งนี้อยู่ 3 ประการ คือ เพื่อชาติ ศาสนา
และพระมหากษัตริย์ ซึ่งอาจารย์บอกว่า จึงตั้งความปรารถนาที่จะถวายชีวิต ใช้ช่วงเวลาที่ดีที่สุด
ของตนเอง สร้างงานพุทธศิลป์ เพื่อเป็นงานประจำรัชกาลของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ได้
และจะถวายชีวิตไปจนตายคาวัดความงดงามของวัดแห่งนี้อยู่ที่ "โบสถ์" เพราะอาจารย์อยากจะเนรมิต
วัดให้เหมือนเมืองสวรรค์ เป็นวิมานบนดินที่มนุษย์สามารถสัมผัสได้

ดอยตุง

ดอยตุงเป็นแหล่งท่องเที่ยวเด่นของเชียงรายแต่เดิมเป็นเทือกเขาหัวโล้นที่ถูกชาวเขาตัดทำลายเพื่อใช้
พื้นที่ทำการเกษตร  จนกระทั่งสมเด็จย่าได้เสด็จมายังดอยตุงและทรงมีพระราชดำรัสว่า ฉันจะปลูกป่า
ดอยตุง  หลังจากนั้นในปี 2530  รัฐบาลจึงได้เริ่มจัดทำโครงการพัฒนาดอยตุงขึ้นโดยปลูกป่าคืนความ
สมบูรณ์กลับคืนสู่ธรรมชาติ ได้ดึงชาวเขาเข้ามาทำงานในโครงการปลูกป่าดอยตุง  แต่ก่อนนั้นเส้นทาง
ขึ้นดอยตุงเป็นเส้นทางลอยฟ้า คือเมื่อนั่งรถบนถนนดอยตุงแล้วมองลงมาก็จะเห็นวิวโล่งๆ ไม่มีต้นไม้
มาบดบังทัศนียภาพ แต่ในปัจจุบันนี้ดอยตุงกลับคืนสภาพเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์อีกครั้งหนึ่งเมื่อนั่งรถ
ไปตามเส้นทางขึ้นดอยตุงจะเห็นแต่ต้นไม้แน่นขนัดนั่นล้วนเป็นป่าปลูกทั้งสิ้น หลังจากโครงการปลูกป่า
แล้วเสร็จจึงได้มีการสร้างพระตำหนักดอยตุง และมีโครงการอีกหลายๆ โครงการตามมาเพื่อสร้างอาชีพ
ให้กับคนในท้องถิ่น แหล่งท่องเที่ยวบนดอยตุงที่นักท่องเที่ยวขึ้นไปเยี่ยมชม ได้แก่
สวนแม่ฟ้าหลวง  พระตำหนักดอยตุง  พระธาตุดอยตุง  สวนรุกขชาติแม่ฟ้าหลวงดอยช้างมูบ 


ดอยแม่สลอง

ดอยแม่สลองเป็นชุมชนของอดีตทหารจีนกองพล 93 สังกัดพรรคก๊กมินตั๋งของนายพลเจียงไคเช็ค
ทำการรบอยู่ทางตอนใต้ของจีนในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อมาเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในจีน
เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์นำโดยเหมาเจ๋อตุง ยึดอำนาจสำเร็จ พรรคก๊กมินตั๋งจึงถอยร่นไปปักหลักที่เกาะ
ไต้หวัน กองพล 93 กลายเป็นกองกำลังพลัดถิ่น ถูกกดดันอย่างหนักจนถอยร่นเข้ามาในเขตพม่า แต่ถูก
ฝ่ายพม่าผลักดัน เกิดการปะทะกันหลายครั้งจนต้องถอยร่นมาจนถึงเทือกดอยตุงชายแดนไทย ฝ่ายพม่า
ได้ร้องเรียนไปยังสหประชาชาติเมื่อปี พ.ศ. 2496 และมีมติให้อพยพกองกำลังพลัดถิ่นไปยัง
ประเทศไต้หวัน แต่ทหารสังกัดนายพลหลี่เหวินฝาน และนายพลต้วนซีเหวินราว 3 หมื่นคน ทำเรื่อง
ขอลี้ภัยในประเทศไทย เนื่องจากไม่แน่ใจในอนาคต เพราะไต้หวันเป็นเพียงเกาะเล็ก ๆ รัฐบาลไทย
อนุญาตโดยจัดสรรให้ทหารของนายพลหลี่เหวินฝานไปอยู่ที่ถ้ำง้อบ อ. ฝาง จ. เชียงใหม่ ส่วนทหาร
สังกัดนายพลต้วนซีเหวิน 15,000 คน อยู่บนดอยแม่สลอง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2504 เพื่อใช้เป็นกันชนกับ
ชนกลุ่มน้อย ทำให้ดอยแม่สลองในยุคแรกเป็นดินแดนลี้ลับต้องห้าม มีปัญหายาเสพติดและกองกำลัง
ติดอาวุธมาตลอด ทางการไทยได้พยายามแก้ปัญหา โอนกองกำลังเหล่านี้มาอยู่ในความดูแลของ
กองบัญชาการทหารสูงสุด

ดอยแม่สลอง มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ได้แก่ อนุสรณ์สถานชาวไทยเชื้อสายจีนอดีตทหารจีนคณะชาติ
และในราวต้นเดือนมกราคม ดอกซากุระจะบานสะพรั่ง ชิมชารสดีและอาหารจีนยูนนาน
พระบรมเจดีย์ศรีนครินทราสถิตมหาสันติคีรี ไร่ชา สุสานนายพลต้วนซีเหวิน ขี่ม้าชมธรรมชาติ


สามเหลี่ยมทองคำ

เป็นจุดที่แม่น้ำรวกไหลมาบรรจบกับแม่น้ำโขง มองเห็น
สันดอนทรายและพื้นรอยต่อสามประเทศ คือ ไทย พม่า และลาว
เดิมเรียกพื้นที่บริเวณนี้ว่า "สบรวก"

ต่อมาเป็นที่รู้จักในการท่องเที่ยวว่า สามเหลี่ยมทองคำ
มีร้านจำหน่ายของที่ระลึก ป้ายให้ถ่ายภาพเป็นที่ระลึก
และท่าเรือหางยาวล่องแม่น้ำโขง

เดิม "สามเหลี่ยมทองคำ" หมายถึงแนวตะเข็บชายแดนรอยต่อสามประเทศ คือ ไทย พม่า ลาว
มีพื้นที่ประมาณ 1.5 แสน ตร.ม. ภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน มีชนกลุ่มน้อย กองกำลังติด
อาวุธอาศัยอยู่หลายกลุ่ม พื้นที่แถบนี้เป็นที่รับรู้อย่างกว้างขวางว่าเป็นแหล่งปลูกฝิ่นและผลิตยาเสพติด
แหล่งใหญ่ มีโรงงานผลิตเฮโรอีนกระจายอยู่ตามตะเข็บชายแดน การลำเลียงฝิ่นใช้คาราวานลัดเลาะ
ไปตามไหล่เขา มีกองกำลังคุ้มกัน ราคาซื้อขายยาเสพติดว่ากันว่าแลกเปลี่ยนด้วยทองคำ ในน้ำหนัก
ที่เท่ากัน  ยางข้นเหนียวของฝิ่นดิบ จึงถูกเรียกว่า ทองดำ พื้นที่แถบนี้จึงถูกขนานนาม
ว่าสามเหลี่ยมทองคำ ตำนานสามเหลี่ยมทองคำปิดฉากลง เมื่อรัฐบาลไทยทำการปราบปรามอย่าง
จริงจัง ในช่วงทศวรรษที่ 2510-2520 มีการผลักดันกองกำลังติดอาวุธออกจากพื้นที่ โดยเฉพาะ
กองกำลังของขุนส่าที่มีฐานที่มั่นอยู่ที่บ้านหินแตก สามเหลี่ยมทองคำในปัจจุบันจึงเหลือเพียงชื่อที่
เย้ายวนนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลก





ภูชี้ฟ้า
ภูชี้ฟ้าเป็นจุดชมวิวทะเลหมอก และพระอาทิตย์ขึ้นอีกแห่งหนึ่งอยู่ห่างจากดอยผาตั้ง 25 กม. อยู่สูง
จากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,628 เมตร มีหน้าผาเป็นแนวยาวยื่นไปทางฝั่งประเทศลาว มองเห็น
หมู่บ้านลาวที่เรียกว่า เชียงตอง ยามเช้าในฤดูหนาวจะมี ทะลหมอก และอากาศหนาวเย็น โดยเฉพาะ
เดือนกุมภาพันธ์จะเป็นช่วงที่ดอกเสี้ยวหรือดอกชงโคป่าบานสะพรั่งอยู่ทั่วไปบริเวณภูชี้ฟ้า

บนยอดภูชี้ฟ้าเป็นทุ่งหญ้ากว้างแซมด้วยทุ่งโคลงเคลงที่มีดอกสีชมพูอมม่วงซึ่งจะบานระหว่าง
เดือน กรกฎาคม – มกราคม ภูชี้ฟ้า ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวเก่าแก่เหมือนกับดอยแม่สลอง ดอยอ่างขาง
หรือดอยอินทนนท์ ในสมัยก่อนพื้นที่ของ ภูชี้ฟ้า เป็นแดนผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ มีการต่อสู้ทางอาวุธ
และแนวความคิดที่รุนแรงแห่งหนึ่งของประเทศไทย ครั้นเมื่อลัทธิคอมมิวนิสต์ล่มสลายไป เริ่มมีผู้คน
เดินทางมาชมธรรมชาติที่นี่ และแล้วชื่อเสียงของ ภูชี้ฟ้า ก็ขจรขจายไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจาก
เอกลักษณ์ทางธรรมชาติที่ไม่มีใครเหมือนนั่นคือลักษณะภูเขาที่ชี้ไปบนฟ้า บางคนมองเห็นเป็นรูป
ภูตูดไก่บรรยากาศของ ภูชี้ฟ้า ยังคงมีบรรยากาศเมืองเหนือเหมือนภูและดอยอื่นๆ มีหมู่บ้านชาวเขา
บริเวณตีน ภูชี้ฟ้า เป็นบรรยากาศของการท่องเที่ยว มีที่พักขนาดเล็กๆหลายแห่งให้เลือกใช้บริการ
ดำเนินงานโดยชาวเขาบ้างชาวเราบ้างและที่บริเวณบ้านเช็งเม้งก่อนขึ้นสู่ตีน ภูชี้ฟ้า เป็นหมู่บ้าน
ชาวม้ง หากมาเยือน ภูชี้ฟ้า ในช่วงปีใหม่ยังจะได้ชมงานปีใหม่ ที่ชาวม้งจะแต่งตัวม้งครบถ้วนทั้ง
หญิงและชาย จุดเด่นของงานคือ การโยนลูกช่วงหรือลูกหินระหว่างหนุ่ม - สาว

ตลาดชายแดนแม่สาย

ุตลาดแม่สายเป็นตลาดการค้าชายแดนที่มีชื่อเสียง ชาวพม่า และ
ชนกลุ่มน้อยจะข้ามมาเลือกซื้อสินค้าอุปโภค บริโภค กันอย่างคึกคัก
ในสมัยก่อนนักท่องเที่ยวสามารถเดินข้ามไปท่องเที่ยวท่าขี้เหล็ก
โดยไม่ต้องออกหนังสือผ่านแดน ภายหลังเกิดการรบกันอย่างหนัก
ระหว่างรัฐบาลพม่า กับกองกำลังชนกลุ่มน้อย และกลายเป็นปัญหา
ระหว่างสองประเทศ จนมีการปิดด่านกันอยู่เนือง ๆ แต่ก็มีการเจรจา
จนสถานการณ์คลี่คลายผ่านไปได้ด้วยดี อย่างไรก็ตามปัญหา
ชนกลุ่มน้อย และยาเสพติดทำให้การผ่านแดนจึงเป็นไปด้วยความ
เข้มงวด คนไทยจึงต้องทำหนังสือผ่านแดนในการข้ามไปเที่ยว
ฝั่งท่าขี้เหล็ก

การทำบัตรผ่านแดน สามารถติดต่อทำใบผ่านแดนชั่วคราวที่จุดทำบัตรผ่านแดนเชิงสะพานแม่สาย หรือ
ที่ป้อมทำบัตรหน้าที่ว่าการอ.แม่สาย ต้องนำบัตรประชาชน หรือบัตรที่ทางราชการออกให้ และมี
ภาพถ่ายเจ้าของบัตร ค่าใช้จ่าย 40 บาทต่อคน ใบผ่านแดนนี้ใช้ได้ครั้งเดียว

หากต้องการนำรถข้ามไปจะต้องมีคู่มือรถมาแสดงด้วยและต้องเสียค่าธรรมเนียม30 บาทต่อคัน


เมืองโบราณเชียงแสน

เชียงแสน เคยเป็นศูนย์กลางอาณาจักรล้านนาในยุคแรก ๆ
และเป็นเมืองเก่าแก่มากแห่งหนึ่งในภาคเหนือ
เดิมชื่อเวียงหิรัญนครเงินยาง แม้ปัจจุบันยังมีซากกำแพงเมือง
โบราณ 2 ชั้น และโบราณสถานหลายแห่งปรากฏอยู่ในทั้งใน
และนอกตัวเมือง ภายในเขตกำแพงเมืองเก่าประกอบด้วยวัดร้าง
และโบราณสถานที่สร้างในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 18-21
สลับกับบ้านเรือนชาวบ้าน

หมู่บ้านกะเหรี่ยงรวมมิตร

หมู่บ้านริมแม่น้ำกก ห่างจากตัวเมืองเชียงรายประมาณ 19
กิโลเมตร มีธรรมชาติที่สวยงาม ชีวิตความเป็นอยู่สงบและเรียบง่าย
ประกอบด้วยชนเผ่าอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างฉันท์มิตรหลากลาย
อันเป็นที่มาของชื่อ หมู่บ้าน “รวมมิตร” ไม่ว่าจะเป็น กะเหรี่ยง
อาข่า ม้ง เย้า ลีซอ และคนเมือง ความหลากหลายของชนเผ่า
จึงมีผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละชนเผ่า โดยเฉพาะ
ผ้าทอต่างๆ อันสวยงาม สามารถซื้อหาไปตกแต่งเสื้อผ้า
เครื่องแต่งกาย หรือเป็นของฝากของที่ระลึก ก็ดูมีค่า

กิจกรรมท่องเที่ยวทางธรรมชาติด้วยพาหนะ “ช้าง” หรือ “เกวียน” ทำให้บ้านรวมมิตรเป็นที่รู้จัก
ของชาวไทยและชาวต่างประเทศ จังหวัดจึงคัดเลือกให้เป็น“หมู่บ้านหัตถกรรมและท่องเที่ยว OTOP ประจำปี 2549”